ไอที บีลีฟ ไทยแลนด์ – ผู้พัฒนาเว็บไซต์และระบบ iBZII สำหรับธุรกิจ SME ที่อยากเติบโตออนไลน์แบบมืออาชีพ
แชทผ่านไลน์ 061 994 9464 สมัครงาน

เว็บ E-Commerce คืออะไร ต่างกับเว็บทั่วไปตรงไหน? 90% ของธุรกิจเลือกผิด แล้วเสียโอกาสขาย!

https://www.ib.co.th/article/1364
เว็บ E-Commerce คืออะไร ต่างกับเว็บทั่วไปตรงไหน? 90% ของธุรกิจเลือกผิด แล้วเสียโอกาสขาย!

เว็บ E-Commerce คือ "ร้านค้าดิจิทัล" ที่เน้นการซื้อขาย มีระบบตะกร้า ชำระเงิน จัดการสต็อก ส่วนเว็บทั่วไปคือ "โบรชัวร์ดิจิทัล" ที่เน้นการให้ข้อมูล

สวัสดีค่ะทุกคน! ใครที่ทำธุรกิจหรือกำลังคิดจะทำเว็บ คงเคยได้ยินคำว่า "เว็บไซต์ E-Commerce" กับ "เว็บไซต์ทั่วไป" กันมาบ้างใช่ไหมคะ? ในฐานะนักการตลาดที่คลุกคลีกับเรื่องดิจิทัลมานาน จะบอกว่าสองอย่างนี้มันมี "DNA" ที่ต่างกันสุดขั้วเลยค่ะ

เรามาคุยกันแบบเปิดอกเลยนะคะว่าสองอย่างนี้มันต่างกันยังไง แล้วถ้าจะทำเว็บ เราต้องเลือกให้ถูกวัตถุประสงค์ เพราะถ้าเลือกผิด... เงินก็หาย โอกาสก็หลุดมือไปง่าย ๆ เลยค่ะ!


หน้าที่หลัก The Core Mission

ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ...

  • เว็บไซต์ E-Commerce : หน้าที่หลักคือ "ขายของ" ค่ะ! มันคือหน้าร้านดิจิทัลที่ต้องทำเงินให้เราให้ได้มากที่สุด จุดประสงค์คือการเปลี่ยนผู้เข้าชม (Visitor) ให้กลายเป็นลูกค้า (Customer) ทันทีบนแพลตฟอร์ม เว็บแบบนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อ การซื้อขายออนไลน์โดยเฉพาะ
  • เว็บไซต์ทั่วไป (Corporate, Blog, Portfolio) : หน้าที่หลักคือ "ให้ข้อมูล" หรือ "สร้างการรับรู้" ค่ะ! อาจจะเพื่อแนะนำบริษัท บอกเล่าเรื่องราว สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ หรือเป็นแหล่งข้อมูลความรู้ เป้าหมายหลักคือการสร้างความน่าเชื่อถือและการมีส่วนร่วม (Engagement) ก่อนจะนำไปสู่การติดต่อในภายหลัง
ฟังก์ชันที่แตกต่าง The Key Features

นี่คือจุดที่บอกได้ชัดเจนเลยว่าเว็บไซต์ไหนคือ E-Commerce และนี่คือสิ่งที่ทำให้ 90% ของธุรกิจพลาด เพราะขาดฟังก์ชันเหล่านี้ค่ะ!

เว็บไซต์ E-Commerce ต้องมีสิ่งเหล่านี้

  • ระบบตะกร้าสินค้าและการคำนวณ : ต้องคลิกหยิบของได้ทันที และระบบต้องคำนวณราคารวม, ภาษี, และ ค่าจัดส่ง อัตโนมัติแบบเรียลไทม์
  • ระบบชำระเงิน (Payment Gateway) : ต้องมี! รองรับการจ่ายด้วยบัตรเครดิต การโอนเงิน หรือ QR Code ได้ทันทีบนเว็บ
  • การจัดการสต็อกและคำสั่งซื้อ : สำคัญมาก! ระบบต้องตัดสต็อกเมื่อมีการซื้อ และมีระบบจัดการหลังบ้านเพื่อดูสถานะคำสั่งซื้อทั้งหมด
  • บัญชีลูกค้า : มีระบบให้ลูกค้าสมัครสมาชิก ดูประวัติการสั่งซื้อ และติดตามสถานะสินค้าได้
  • SEO Focus : เน้นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ สินค้า และ ความตั้งใจในการซื้อ เช่น "ซื้อรองเท้าวิ่งราคาถูก"

เว็บไซต์ทั่วไปจะเน้นสิ่งเหล่านี้

  • การนำเสนอข้อมูล : เน้นการใช้ภาพและข้อความเพื่อบอกเล่าเรื่องราวบริษัท บริการ หรือผลงาน Portfolio
  • ช่องทางการติดต่อ : เน้นเบอร์โทร อีเมล แผนที่ หรือแบบฟอร์มติดต่อ (Contact Form/Lead Generation) เพื่อให้เกิดการพูดคุยต่อ
  • การคำนวณราคา : ส่วนใหญ่ไม่มีการคำนวณราคาแบบเรียลไทม์ เพราะสินค้า/บริการอาจเป็นแบบ Custom
  • SEO Focus : เน้นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ ข้อมูล ความรู้ หรือ แบรนด์ เช่น "บริการออกแบบเว็บไซต์" หรือ "ประวัติบริษัท"
หัวใจของการตลาด (The Marketing Mindset)

ในมุมมองของนักการตลาด เราจะมองสองเว็บนี้ต่างกันมากเลยค่ะ

สำหรับ E-Commerce เน้นผลลัพธ์ : Conversion และ Revenue

  • KPI : คือ Conversion Rate อัตราการเปลี่ยนผู้เข้าชมเป็นผู้ซื้อ และ Revenue รายได้
  • หลักคิด : ทุกหน้าของเว็บต้องถูกออกแบบมาเพื่อ "จูงใจให้ซื้อ" ตั้งแต่รูปสินค้าที่สวยงามจนถึงปุ่ม "ซื้อเลย" ที่เห็นได้ชัดเจน
  • Customer Journey : สั้นและตรงไปตรงมา เห็น -> ชอบ -> หยิบใส่ตะกร้า -> จ่ายเงิน -> จบ
  • สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ : การลดขั้นตอนการ Check-out, ความเร็วของเว็บไซต์, รูปสินค้าคุณภาพสูง, รีวิวจากลูกค้า

สำหรับเว็บไซต์ทั่วไป เน้นผลลัพธ์ : Engagement และ Leads

  • KPI : คือ Page Views จำนวนหน้าที่ดู, Time on Site เวลาที่ใช้บนเว็บ, และ Lead Generation การเก็บข้อมูลผู้สนใจ
  • หลักคิด : เน้นสร้างความน่าเชื่อถือและความเชื่อมั่นก่อนการขายจริง เนื้อหาจึงต้องน่าสนใจและมีประโยชน์ (Content is King)
  • Customer Journey : ยาวกว่าและซับซ้อนกว่า เห็น -> อ่าน -> มีส่วนร่วม -> เกิดความเชื่อมั่น -> ติดต่อกลับ/กรอกฟอร์ม -> จบ
  • สิ่งที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ : ความสวยงามที่สะท้อนภาพลักษณ์แบรนด์, ช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย และเนื้อหาที่ตอบโจทย์ Pain Point ของลูกค้า
เลือกใช้แบบไหนดีกว่ากัน : คำตอบที่ 90% พลาด!

คำถามที่ว่า "เลือกแบบไหนดีกว่ากัน" คำตอบที่ถูกต้องคือ... ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์หลักของธุรกิจคุณในตอนนี้ค่ะ!

หลายธุรกิจมีสินค้าขาย แต่เลือกทำแค่เว็บไซต์ทั่วไปที่มีแค่โชว์รูมสินค้า แต่ไม่มีปุ่ม "ซื้อ" หรือระบบชำระเงิน ทำให้ลูกค้าต้องเสียเวลาโทรหา หรือแชทถาม สุดท้าย... ลูกค้าเปลี่ยนใจไปซื้อที่อื่น นี่แหละค่ะคือการ "เสียโอกาสขาย" ที่เกิดขึ้นจริง!

  • ถ้าคุณต้องการรายได้จากยอดขายสินค้าออนไลน์โดยตรง และต้องการให้เกิดการซื้อขายแบบอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง คุณต้องเลือก E-Commerce
  • ถ้าคุณขายบริการที่ไม่สามารถกำหนดราคาตายตัวได้ เช่น บริการออกแบบเว็บ หรือการให้คำปรึกษา, ต้องการแค่สร้างความน่าเชื่อถือ, หรือต้องการเก็บ Lead เพื่อปิดการขายแบบออฟไลน์ คุณควรเลือกเว็บไซต์ทั่วไป ที่เน้นการนำเสนอผลงานและแบบฟอร์มติดต่อ

 

จะเห็นได้ชัดเจนเลยนะคะว่า E-Commerce คือเครื่องมือที่เน้น "ทำเงิน" ตรง ๆ แต่ เว็บไซต์ทั่วไป คือเครื่องมือที่เน้น "สร้างความสัมพันธ์" และ "ให้ความรู้" ก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการขายในอนาคต

เวลาจะสร้างเว็บ เราต้องถามตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่า "เราต้องการให้ผู้เข้าชม 'ซื้อของ' ทันที หรือ 'รับข้อมูล' และ 'ติดต่อ' กับเรา?" ถ้าคำตอบคือ "ขาย!" ฟังก์ชันหลักอย่างระบบตะกร้า ชำระเงิน และการจัดการสต็อกคือสิ่งที่คุณขาดไม่ได้ค่ะ!



เนื้อหาบทความ : เว็บ E-Commerce คืออะไร ต่างกับเว็บทั่วไปตรงไหน? 90% ของธุรกิจเลือกผิด แล้วเสียโอกาสขาย!


BLOG UPDATE
เทคนิคสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมากกว่าความสวยงาม

เราเชื่อว่าเว็บไซต์ไม่ใช่แค่ความสวย แต่ต้องช่วยสื่อสารแบรนด์ และขับเคลื่อนธุรกิจ
บทความในที่นี่รวมแนวคิด UX/UI เทคนิค SEO วิธีเลือก CMS และกลยุทธ์ดูแลเว็บไซต์แบบมืออาชีพ ทั้งเจ้าของเว็บและนักออกแบบจะได้แนวคิดไปต่อยอดได้ทันที