ไอที บีลีฟ ไทยแลนด์ – ผู้พัฒนาเว็บไซต์และระบบ iBZII สำหรับธุรกิจ SME ที่อยากเติบโตออนไลน์แบบมืออาชีพ
แชทผ่านไลน์ 061 994 9464 สมัครงาน

เลิกหลงทางกับตัวเลข Traffic! ทำไมนักการตลาดยุคนี้วัดผล SEO กันที่ ROI มากกว่ายอดคลิก?

https://www.ib.co.th/article/3999
เลิกหลงทางกับตัวเลข Traffic! ทำไมนักการตลาดยุคนี้วัดผล SEO กันที่ ROI มากกว่ายอดคลิก?

Traffic เพิ่ม 40% คีย์เวิร์ดติดหน้าแรกเพียบ แต่พอเจ้าของธุรกิจถามว่า “แล้วลูกค้าเพิ่มกี่ราย?” กลับไม่มีใครตอบได้ ถ้ารายงาน SEO บอกได้แค่ว่าคนเข้าเว็บมากขึ้น เรากำลังวัดความสำเร็จของธุรกิจ หรือแค่วัดความสวยของกราฟ?

 

ผมว่าหลายคนที่ทำงานสาย Online Marketting น่าจะเคยเจอสถานการณ์คล้ายๆ กันในห้องประชุม...

โปรเจกเตอร์ฉายกราฟสวยงาม เส้นกราฟพุ่งทะยานขึ้น เรายืดอกรายงานด้วยความภูมิใจว่า “เดือนนี้ Traffic จาก Google เพิ่มขึ้น 40% เลยครับ แถมคีย์เวิร์ดหลักๆ ก็ดันขึ้นมาติดหน้าแรกเพียบ”

 

บรรยากาศกำลังจะไปได้สวย จนกระทั่งเจ้านายหรือลูกค้าถามกลับมาสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า...

“เยี่ยมเลย แล้วสรุปว่าเดือนนี้เราปิดการขาย ได้ลูกค้าเพิ่มมากี่รายจากช่องทางนี้?”

...ห้องประชุมมักจะเงียบกริบไปชั่วขณะ ผมเองสมัยก่อนก็เคยอึ้งกับคำถามนี้เหมือนกัน เพราะเรามักจะเตรียมคำตอบมาแค่ว่า “เอ่อ... ตรงนี้ระบบเรายังไม่ได้เก็บข้อมูลลึกไปถึงยอดขายครับ”

 

นี่แหละครับคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา รายงาน SEO ของเราหลายครั้งมันตอบโจทย์ของคนทำธุรกิจไม่ได้จริงๆ ตัวเลขคนเข้าเว็บเพิ่มขึ้น อันดับคีย์เวิร์ดดีขึ้น มันเป็นเรื่องจริงและเป็นสัญญาณที่ดีครับ แต่ถ้าเราตอบไม่ได้ว่าคนเป็นหมื่นเป็นแสนที่คลิกเข้ามานั้น เปลี่ยนเป็น “ลูกค้า” ให้ธุรกิจได้กี่คน เราก็คงพูดได้ไม่เต็มปากว่าเม็ดเงินและเวลาที่ลงทุนลงแรงปั้น SEO ไปนั้น มันคุ้มค่าแค่ไหน

 

มองภาพให้ชัด: SEO กับ ROI มันเชื่อมกันยังไง?

 

เวลาเราพูดถึง SEO (Search Engine Optimization) เป้าหมายแรกเริ่มของเรามักจะเป็นการทำให้คนเสิร์ชเจอเว็บเราให้ง่ายที่สุด ปรับโครงสร้างเว็บให้อ่านง่าย Google ชอบ ซึ่งตัวชี้วัดที่เราคุ้นเคยกันดีก็หนีไม่พ้น อันดับ (Ranking), ยอดคลิก (Clicks) และ Traffic

ตัวเลขพวกนี้บอกเราได้ครับว่า “แบรนด์เราถูกค้นพบมากขึ้น” แต่มันไม่ได้บอกว่า “เราขายของได้มากขึ้น”

 

ส่วน ROI (Return on Investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุน คือสิ่งที่เจ้าของธุรกิจอยากรู้ที่สุด มันคือการเอาผลกำไรสุทธิมาหักลบกับต้นทุนที่ลงไป เพื่อดูว่าเงินทุกบาทที่จ่ายเป็นค่าทำ SEO หรือค่าจ้างทีมคอนเทนต์ มันงอกเงยกลับมาเป็นกำไรกี่เปอร์เซ็นต์

 

แต่ความท้าทายมันอยู่ตรงนี้ครับ การจะชี้ชัดๆ ว่ารายได้ก้อนไหน “มาจาก SEO” มันไม่ได้ง่ายเหมือนเรายิงแอด Facebook หรือ Google Ads ที่เห็นคอนเวอร์ชันชัดเจน ลูกค้าบางคนอาจจะเสิร์ชเจอเราตั้งแต่วันนี้ นั่งอ่านบทความของเราจนเชื่อใจ แล้วอีกสามเดือนข้างหน้าค่อยกลับมาพิมพ์ชื่อแบรนด์ ทัก LINE เพื่อขอใบเสนอราคา ถ้าเราเก็บข้อมูลรอยต่อตรงนี้ไม่ครบ ตัวเลข ROI ที่คำนวณออกมาก็จะไม่สะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงเลย

 

คนเข้าเว็บเยอะ... ไม่ได้แปลว่าคนพร้อมจะจ่ายเงินเยอะตามไปด้วย

 

ตลอดประสบการณ์หลายปีที่คลุกคลีกับงานด้านนี้ ผมเห็นเคสที่หลงทางเพราะเอาแต่วิ่งไล่ตัวเลข Traffic มาเยอะมากครับ ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ

สมมติว่าเราดูแลเว็บไซต์ให้ บริษัทรับต่อเติมบ้าน หรือ โรงงานผลิตปะเก็นยางอุตสาหกรรม เรามีคีย์เวิร์ดเป้าหมายอยู่สองกลุ่ม:

 

  • กลุ่มแรก: “วิธีซ่อมรอยร้าวผนังบ้านด้วยตัวเอง” หรือ “ปะเก็นยางคืออะไร”
  • กลุ่มที่สอง: “บริษัทรับต่อเติมบ้าน ปทุมธานี” หรือ “โรงงานรับตัดปะเก็นทนความร้อน ฟู้ดเกรด”

 

ลองทายดูสิครับว่าฝั่งไหน Traffic จะเยอะกว่ากัน? แน่นอนว่ากลุ่มแรกคนเสิร์ชหาความรู้กันเดือนนึงเป็นหมื่นคน แต่พฤติกรรมของคนกลุ่มนี้คือคนที่อยากทำเอง หรืออาจจะเป็นแค่นักศึกษาหาข้อมูลทำรายงาน เขาไม่ได้ตั้งใจมาจ้างเราตั้งแต่แรก

ในขณะที่คีย์เวิร์ดกลุ่มที่สอง อาจจะมีคนเข้ามาแค่เดือนละ 300 คน แต่มันคือ 300 คนที่กำเงินไว้ในมือแล้ว กำลังมองหาผู้รับเหมา หรือกำลังหาโรงงานเพื่อขอใบเสนอราคาและเตรียมสั่งผลิตจริง

 

ถ้าเราวัดผลความสำเร็จกันแค่ที่ตัวเลข Traffic บทความกลุ่มแรกจะกลายเป็นฮีโร่ของบริษัททันที แต่ถ้าเราวัดกันที่รายได้ หน้าบริการที่คนเข้าแค่ 300 คนนี่แหละครับ คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงบริษัทตัวจริง

ผมไม่ได้หมายความว่าการทำบทความให้ความรู้ (Informational Content) ไม่ดีนะครับ มันสำคัญมากในการสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) และปูทางให้คนรู้จักแบรนด์ เพียงแต่เราต้องเข้าใจว่าฟังก์ชันของแต่ละหน้าเว็บมันต่างกัน เราจะเอา Traffic มาเป็นไม้บรรทัดวัดความสำเร็จแบบเหมารวมไม่ได้

 

คำถามที่เราควรถามต่อจาก “เดือนนี้คนเข้าเว็บเท่าไร?”

การมีคนเข้าเว็บเยอะๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ ดีกว่าเปิดร้านมาแล้วไม่มีคนเดินผ่านเลยแน่นอน แต่พอคนผลักประตูเดินเข้ามาในร้านแล้ว เราในฐานะคนทำการตลาดต้องตอบให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อ

  • พวกเขาเข้ามาจากคำค้นหาแนวไหน? (หาความรู้ทั่วไป หรือ ตั้งใจมาซื้อ)
  • พวกเขาใช้เวลาบนเว็บเรานานแค่ไหน แล้วกดเข้าไปดูหน้าบริการ หน้าผลงาน หรือหน้าสินค้าต่อไหม?
  • สุดท้ายแล้ว เขากดปุ่มโทรหาเรา ทัก LINE หรือกรอกฟอร์มขอใบเสนอราคาหรือเปล่า?
  • และที่สำคัญที่สุด... ทีมเซลส์สามารถปิดการขายจากคนที่ทักมาจากเว็บได้กี่คน?

ถ้าเราเอาเครื่องมือพื้นฐานอย่าง Google Search Console มาผูกข้อมูลเข้ากับ Google Analytics มันจะช่วยเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้เราเห็นเป็นฉากๆ เลยครับ เราจะเริ่มแยกออกว่าบทความไหนเป็นแค่ "ตัวเรียกแขก" และหน้าไหนคือ "ตัวทำเงิน" ตัวจริง

 

ถ้าอย่างนั้น เราควรเปลี่ยนมาวัดผล SEO ด้วย ROI ไปเลยไหม?

คำตอบจากใจผมคือ “ควรอย่างยิ่งครับ”... แต่ต้องทำบนพื้นฐานของการเก็บข้อมูลที่ซื่อสัตย์และละเอียดพอด้วยนะครับ

ผมเคยเจอเคสที่ทีมงานทำรีพอร์ตมาบอกว่า “พี่ครับ เดือนนี้ SEO สร้าง Lead (คนทัก) ให้เราได้ตั้ง 50 คนเลยนะ” ฟังดูหล่อมากเลยใช่ไหมครับ? แต่พอผมลองไปนั่งไล่ดูข้อมูลแชทกับทีมเซลส์หลังบ้าน ถึงได้รู้ความจริงว่าใน 50 คนนั้น...

  • 15 คน ทักมาเพื่อสมัครงาน
  • 10 คน ทักมาเสนอขายพื้นที่โฆษณาและระบบบัญชี
  • 15 คน ทักมาถามราคาแล้วหายไปเพราะมีงบไม่ถึงเกณฑ์ที่เรารับทำ

 

สรุปแล้ว เหลือลูกค้าที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีโอกาสซื้อจริงๆ แค่ 10 คนเท่านั้น

ถ้าเราทำรีพอร์ตส่งลูกค้าหรือเจ้านายโดยเคลมว่า SEO หาลูกค้าได้ 50 คน เราก็แค่เปลี่ยนจากการอวดตัวเลข Traffic มาอวดตัวเลข Lead ปลอมๆ เพื่อหลอกตัวเองไปวันๆ เท่านั้นเองครับ ยิ่งธุรกิจแนว B2B หรืองานบริการที่ต้องให้เซลส์ปิดการขายผ่านโทรศัพท์หรือ LINE ยิ่งต้องระวังจุดนี้ให้ดี เพราะหน้าที่ของเว็บมันจบลงแค่จังหวะที่ลูกค้ากดติดต่อ หลังจากนั้นถ้าไม่มีการบันทึกที่ดีว่าลูกค้าคนนี้มาจากช่องทางไหน เราจะไม่มีทางคำนวณผลตอบแทนกลับไปหา SEO ได้เลย

 

STEP เริ่มต้น วัดผลแบบที่เอาไปใช้งานได้จริง

สำหรับคนที่อยากปรับวิธีคิด ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องไปเริ่มจากระบบ Dashboard อะไรที่มันซับซ้อนยุ่งยากหรอกครับ ลองเริ่มจาก 4 สเต็ปพื้นฐานแบบนี้ก่อน

01 - ตามรอยการติดต่อให้เจอ (Track Conversions)

ไปตั้งค่า Event ในระบบวิเคราะห์เว็บเลยครับว่า ใครกดปุ่ม LINE กดคลิกที่เบอร์โทรศัพท์ หรือกดส่งฟอร์มติดต่อกลับ ให้ระบบนับเป็น 1 Conversion เราจะได้รู้ชัดๆ ว่าหน้าเว็บไหนกระตุ้นให้คนอยากคุยกับเรามากที่สุด

 

02 - คัดกรองคุณภาพของคนทัก (Lead Qualification)

อย่าเพิ่งเหมาว่าทุกคนที่ทักมาคือลูกค้า ลองตั้งเกณฑ์ง่ายๆ ร่วมกับทีมเซลส์ดูครับ เช่น ต้องเป็นคนที่ทักมาหาบริการที่เราทำจริงๆ อยู่ในพื้นที่ที่เรารับงาน และมีงบประมาณเหมาะสม ถึงจะนับว่าเป็นลูกค้ามุ่งหวัง (Qualified Lead)

 

03 - บันทึกผลลัพธ์หลังบ้านเสมอ

ข้อนี้ต้องจับมือคุยกับทีมเซลส์เลยครับ ตกลงกันให้ชัดเจนว่าเวลาปิดดีลลูกค้าได้ ให้ลงบันทึกไว้เสมอว่าลูกค้ารายนี้ตามมาจาก Google Search มูลค่างานเท่าไร เพื่อที่เราจะได้เอาตัวเลขนี้กลับมาคิดเป็นรายได้จากการทำ SEO

 

04 - มองเกมยาว อย่าเพิ่งใจร้อน

สินค้าบางอย่างลูกค้าตัดสินใจซื้อไว แต่บางโปรเจกต์อาจจะใช้เวลาพิจารณาหลายเดือน บทความให้ความรู้อาจจะไม่ได้ช่วยสร้างยอดขายในวันนี้ แต่มันช่วยสร้าง Authority ให้แบรนด์ ทำให้ลูกค้าไว้ใจเราก่อนตัดสินใจซื้อในอีกหลายเดือนข้างหน้า เราจึงต้องมองภาพรวมให้กว้างขึ้นครับ

 

บทสรุป: SEO ที่ดีต้องตอบได้มากกว่าแค่คำว่า “คนเข้าเว็บเยอะขึ้น”

ตัวเลข Traffic หรืออันดับคีย์เวิร์ด ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายครับ มันยังคงเป็นมาตรวัดสุขภาพเบื้องต้นที่สำคัญ ที่คอยบอกว่าเรากำลังเดินมาถูกทางไหม แต่สำหรับคนเป็นเจ้าของธุรกิจ คนที่ต้องจ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างทำเว็บ คำถามสุดท้ายที่เขาสนใจมีเพียงแค่ข้อเดียวคือ

“สิ่งที่ลงทุนไป มันทำให้บริษัทเราเดินไปข้างหน้าหรือเปล่า?”

ถ้าวันนี้คุณเห็นคนเข้าเว็บเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แต่ยอดขายบริษัทกลับนิ่งสนิท อย่าเพิ่งรีบฟันธงว่า SEO ห่วยหรือไม่เวิร์คครับ ปัญหามันอาจจะซ่อนอยู่ตรงไหนสักจุดระหว่างทาง เช่น เราอาจจะกำลังดันคีย์เวิร์ดที่ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เนื้อหาในเว็บอาจจะยังอธิบายไม่เคลียร์พอจนคนไม่กล้าซื้อ ปุ่มติดต่ออาจจะกดยากเกินไป หรือแม้แต่ทีมเซลส์อาจจะตอบแชทช้าจนลูกค้าหนีไปหาคู่แข่ง

หน้าที่ที่แท้จริงของเราคือการเข้าไปดูว่า รอยรั่วของโอกาสมันหลุดไปตรงไหน เพราะเป้าหมายสูงสุดของการทำ SEO ไม่ใช่แค่การเรียกร้องความสนใจให้คนเดินเข้ามาในร้าน... แต่คือการพา "คนที่ใช่" ให้เดินเข้ามาใกล้การตัดสินใจซื้อมากที่สุด และทำให้ธุรกิจสามารถจับต้องผลกำไรจากการลงทุนนั้นได้อย่างแท้จริงครับ



เนื้อหาบทความ : เลิกหลงทางกับตัวเลข Traffic! ทำไมนักการตลาดยุคนี้วัดผล SEO กันที่ ROI มากกว่ายอดคลิก?


BLOG UPDATE
เทคนิคสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมากกว่าความสวยงาม

เราเชื่อว่าเว็บไซต์ไม่ใช่แค่ความสวย แต่ต้องช่วยสื่อสารแบรนด์ และขับเคลื่อนธุรกิจ
บทความในที่นี่รวมแนวคิด UX/UI เทคนิค SEO วิธีเลือก CMS และกลยุทธ์ดูแลเว็บไซต์แบบมืออาชีพ ทั้งเจ้าของเว็บและนักออกแบบจะได้แนวคิดไปต่อยอดได้ทันที